ทันกระแส
ภาษีมรดก-ภาษีที่ดิน ประชาชนได้ รัฐบาลรอด
18 มีนาคม 2552
หลังจากเข้ารับหน้าที่รัฐบาลประมาณ 2 เดือน นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคุณกรณ์ จาติกวณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็มีแนวคิดจะผลักดันกฎหมายภาษีมรดก ภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง เข้าสู่สภา และยืนยันว่าจะให้มีผลบังคับใช้ภายในรัฐบาลนี้
ถึงแม้ที่มาและแรงบันดาลใจในเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจน แต่อาจเป็นเพราะทั้งสองท่านซึ่งได้รับการศึกษาจากสหราชอาณาจักร เห็นตัวอย่างของประเทศที่ประสบความสำเร็จ มีระบบเศรษฐกิจแข็งแกร่ง มีการกระจายรายได้ของประชาชนที่ดี หรือ เห็นว่ามีการศึกษาวิจัยเรื่องนี้มาก่อน จึงคาดหวังว่าเรื่องนี้จะสามารถแก้ปัญหาการขาดรายได้ของรัฐจากภาษีในขณะนี้ได้
           
จะด้วยเหตุใดก็ตาม เมื่อทั้งสองท่านประกาศผ่านสื่อไปแล้ว ก็อยากสนับสนุนและให้กำลังใจ
 
เหตุผลที่กฎหมายภาษีมรดก ภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง มีความสำคัญ เพราะนอกจากจะเกี่ยวข้องกับการปฏิรูประบบภาษีแล้ว ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เชื่อกันว่า มาตรการภาษีเหล่านี้ จะลดความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยในปัจจุบัน
 
ข้อมูลของสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ในปี 2545 ยืนยันว่าไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางรายได้สูง
 
การศึกษาโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแสดงว่า ช่วงปี 2531-2547 ประเทศไทยมีการกระจุกตัวของรายได้สูงมาก
 
โดยประชากรซึ่งมีรายได้สูงสุด จำนวนร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศมีรายได้รวมกันประมาณร้อยละ 55 ขณะที่ประชากรอีกร้อยละ 80 มีรายได้รวมกันเพียงร้อยละ 45 ของรายได้ประชาชาติเท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของรายได้อย่างมากระหว่างคนรวยกับคนจน
 
ฉะนั้น นโยบายการกระจายรายได้และทรัพย์สินไปสู่มือประชาชนส่วนใหญ่ให้มากขึ้น จึงมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมประชาธิปไตย เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ
 
แต่ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด จนมาถึงวันนี้ ก็ยังไม่ปรากฏว่า ทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ได้ดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่มีกระแสสนับสนุนมากมาย โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าใจถึงเจตนารมย์ของกฏหมาย และเชื่อว่าจะส่งเสริมพัฒนาบ้านเมืองให้ดีขึ้น
 
หรือเป็นเพราะ อีกด้านหนึ่งมีกระแสคัดค้านจากผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะผู้มีมรดก มีทรัพย์สิน ที่ดิน ซึ่งย่อมมีอิทธิพลทางการเมืองสูงด้วยนั้น ไม่ต้องการเสียภาษีในส่วนนี้เพิ่มเติมให้แก่รัฐ
 
ความจริงแล้ว การเสนอร่างกฎหมาย 2 ฉบับในเวลานี้ ถือเป็นช่วงที่เหมาะสมกับสถานการณ์ เนื่องจากการจัดเก็บรายได้ภาครัฐมีตัวเลขที่ต่ำกว่าประมาณการมาก และยังมีแนวโน้มเป็นปัญหาต่อเนื่อง เพราะความยืดเยื้อของภาวะเศรษฐกิจถดถอย
 
ฉะนั้น สถานการณ์นี้จึงเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะทบทวนโครงสร้างภาษีจากแง่มุมการกระจายรายได้ เพราะคนจนเสียภาษีโดยสัดส่วนมากกว่าคนรวย จากการจัดเก็บภาษีของไทยที่เป็นภาษีทางอ้อมสูงถึงร้อยละ 80 (ส่วนใหญ่เป็นภาษีบริโภค ที่คนจนแบกภาระมากกว่า) ส่วนที่ภาษีทางตรง (ซึ่งเก็บจากเงินได้) มีเพียงร้อยละ 20
 
อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บภาษีเหล่านี้ หากแยกแยะให้เห็นข้อดี ก็อาจจะมีข้อเสียอยู่บ้าง ซึ่งรัฐบาลคงจะต้องวางหลักเกณฑ์อย่างรอบคอบ
 
ภาษีมรดก คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากการโอนทรัพย์สิน เมื่อเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิต รัฐจะเรียกเก็บหลังจากหักค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น หนี้ หนี้ภาษี ค่าจัดงานศพ ฯลฯ
 
ภาษีมรดก มีอยู่ในประเทศทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 53 ประเทศ จัดเก็บในรูปแบบต่างๆ ในเอเชียมีทั้งหมด 7 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน และนิวซีแลนด์ ในแอฟริกา 7 ประเทศ ยุโรป 28 ประเทศ ทวีปอเมริกา 11 ประเทศ
           
ข้อดีของการจัดเก็บภาษีมรดกคือ ช่วยการกระจายรายได้ ถือเป็นการเก็บภาษีย้อนหลัง ส่วนข้อเสียคือ หากวางหลักเกณฑ์ไม่ดี จะเป็นการเก็บภาษีซ้อน นอกจากนั้น อาจขัดต่อหลักการออมทรัพย์ เพราะมรดกคือการออมทรัพย์ส่วนหนึ่งของผู้ตาย ผู้ที่บริโภคหมดไม่ต้องเสียภาษี การจัดเก็บภาษีมรดกจึงไม่ส่งเสริมการออม แต่กลับส่งเสริมการบริโภคแทน
 
ภาษีทรัพย์สิน โดยเฉพาะภาษีที่เก็บจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทั้งในยุโรปและอเมริกา ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นแหล่งรายได้สำคัญขององค์การปกครองท้องถิ่น ประเทศไทยไม่มีการเก็บภาษีทรัพย์สินโดยตรง แต่ที่มีลักษณะคล้ายกันคือ ภาษีบำรุงท้องที่กับภาษีโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งเก็บในอัตราต่ำมากและมีข้อยกเว้นต่างๆ
 
ข้อดีของการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินคือ ทำให้ท้องถิ่นมีรายได้มากขึ้น เป็นแรงจูงใจให้ท้องถิ่นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจ เพื่อให้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีมูลค่าเพิ่ม
 
ในการสัมมนาเรื่อง ภาษีมรดกและภาษีทรัพย์สินกับแนวทางการปฏิรูประบบภาษี” เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552 นักวิชาการที่เข้าร่วมสัมมนาเชื่อว่า ถ้ากฎหมายมีผลบังคับใช้ คาดว่า รัฐบาลจะมีฐานภาษีเพิ่มขึ้นอีก 3–4 เท่า เพราะบ้านและที่ดินประมาณร้อยละ 70–80 จะถูกดึงเข้าสู่ฐานภาษี ทำให้ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มอีกหลายหมื่นล้านบาท  
 
ขณะที่ ข้อเสีย ที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดเก็บภาษีคือ การประเมินราคาซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญและสลับซับซ้อน ส่งผลต่อความยุติธรรมในการจัดเก็บภาษี
 
สำหรับประเทศไทย เคยมีการจัดเก็บภาษีมรดกตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เรียกว่า อากรมรดก” และภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ.2475 ก็มีการระบุให้จัดเก็บภาษีมรดกไว้ใน “เค้าโครงเศรษฐกิจของประเทศสยาม”
 
กระทั่งในสมัยพันเอกพระยาพหลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎรได้ตราพระราชบัญญัติอากรมรดกและการรับมรดก พ.ศ.2476 โดยให้เหตุผลว่าเพื่อสร้างความยุติธรรมในสังคม” แต่ได้ถูกยกเลิกไปในปี พ.ศ.2487 ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลที่ว่า ขัดต่ออุดมการณ์ของคนไทยในการเก็บสะสมมรดกไว้ให้ลูกหลาน”
 
หลายรัฐบาลต่อมาได้พยายามเสนอกฎหมายอีก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จนคนไทยส่วนใหญ่ลืมไปแล้วว่า ประเทศไทยเคยมีภาษีดังกล่าว จนกระทั่งนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ปรารภว่า จะผลักดันกฎหมายทั้ง 2 ฉบับอีกครั้ง       แต่การแสดงท่าทีดังกล่าวของรัฐบาล ก็ยังไม่ชัดเจนว่า เรื่องนี้ได้ผ่านการศึกษาวิเคราะห์มาอย่างละเอียดรอบคอบแล้วหรือไม่ ทั้งเรื่องหลักการทางกฎหมาย รูปแบบ ขั้นตอน ตลอดจนหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีที่เป็นธรรม และผลกระทบต่อการลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของคนไทย
 
หากรัฐบาลมีความจริงใจในเรื่องนี้ และจะผลักดันกฎหมาย 2 ฉบับนี้เข้าสู่สภา ก็ถือว่า เป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับคนไทยที่ได้มีโอกาสร่วมแสดงความคิดเห็นว่า จะสนับสนุนกฎหมายหรือไม่
 
รัฐบาลน่าจะเร่งดำเนินการ รับฟังความคิดเห็นหรือทำประชาพิจารณ์ โดยเปิดเผยร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ และผลการศึกษาวิจัย (ถ้ามี) ให้ประชาชนได้รับรู้ และถกเถียงถึงความเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นที่ว่า การมีกฎหมายดังกล่าวเหมาะสมกับยุคสมัยหรือไม่ เพราะก็มีบางประเทศที่เคยมี แต่ก็ได้ยกเลิกกฎหมายลักษณะดังกล่าวไปบ้างแล้ว
 
หากประชาชนเห็นชอบ และรัฐสภายอมผ่านให้เป็นกฎหมาย ก็จะเป็นผลงานอันยิ่งใหญ่ของรัฐบาล ที่จะถูกจารึกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยไปอีกนาน
 
แต่หากประชาชนไม่เห็นชอบด้วย ก็จะเกิดความชัดเจนว่า การมีกฎหมายภาษีมรดกกับกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น ไม่สอดคล้องกับยุคสมัยและโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอีกต่อไป
 
นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ควรออกมาแสดงท่าทีให้ชัดเจนว่าจะเดินหน้าผลักดันเรื่องนี้ต่อหรือถอยหลัง เพราะถ้าผลักดันแล้วไม่ประสบความสำเร็จ อย่างน้อยก็ถือว่ารัฐบาลได้พยายามดำเนินการแล้ว
 
ดีกว่าถูกตั้งข้อสงสัยไม่จบว่า เหตุที่เรื่องเงียบหายไป เพราะเกี่ยวกับผลประโยชน์ของคนในรัฐบาลเอง
 
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน
 
1.    งานวิจัยของนายนรินทร กลันทกพันธุ์ เศรษฐกร 5 สำนักนโยบายภาษี สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ที่เผยแพร่ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2550 เรื่อง ภาษีมรดก : กระจายความมั่งคั่งในสังคมได้จริงหรือ

2.     จากบทความเรื่อง ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องเก็บภาษีมรดกอัตราก้าวหน้าแล้ว โดย เมธา มาสขาว วันที่ 7 มีนาคม 2550 ที่ www.thaingo.org/writer/view.php?id=321
3.    สิงคโปร์ได้ยกเลิกภาษีมรดก (Estate Tax) ในปี 2551 สำหรับผู้เสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นต้นไป
4.    วารสารวิชาการ National Tax Journal ตีพิมพ์โดยสมาคม National Tax Association ฉบับปี 2004 อ้างถึงในบทความ ภาษีมรดกและของขวัญ โดย ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ หนังสือพิมพ์มติชน รายวัน วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552
5.    หนังสือ Japanese Tax System, 2nd ed 1993 โดย ศ.ฮิโรมิตสุ อิชิ จากมหาวิทยาลัยฮิโตสุบาชิ อ้างถึงในบทความ ภาษีมรดกและของขวัญ โดย ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ หนังสือพิมพ์มติชน รายวัน วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552
6.    หนังสือความรู้ทั่วไปทางการคลัง (ฉบับปรับปรุง) โดย ดร.อรัญ ธรรมโน บริษัท ไทยวิจัยและฝึกอบรม จำกัด
7.    Property Tax จาก Wikipedia Encyclopedia http://en.wikipedia.org/wiki/Property_tax
8.    ศลิษา ทองสังข์ เรียบเรียงบางส่วนจากบทความเรื่อง Where a tax reform has worked : 28 case summaries ของ Jeffery J. Smith www.progress.org/geonomy
9.    ภาษีมรดก และภาษีทรัพย์สิน ถึงเวลา "ประเทศไทย" ปฏิรูประบบภาษี จากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4080 http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02edi01160252&day=2009-02-16&sectionid=0212
 
 
ข่าวอื่นๆในหมวด
ฝีมือ "ผู้นำ" กำหนดเศรษฐกิจ
การเมืองเรื่อง "ฮ่องกง" จุดชนวนปฏิรูป"จีน"?
"อาเบะโนมิกส์" ปฏิรูป "อนาคตญี่ปุ่น"?
"ภาวะผู้นำ" ยุคใหม่
"คิดเก่า" ไม่ตอบโจทย์ "ปฏิรูป"
 
 
 
 
 
 
Copyright@2007 Parnpree.com Allright Reserved.